วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Antonio Lucio Vivaldi อันโทนิโอ ลูซิโอ วิวาลดี


 

อันโทนิโอ วิวาลดี เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ.1678 ที่เมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี เป็นบุตรของ จิโอวานนี แบ๊ปติสตา วิวาลดี (Giovanni Baptista Vivaldi) นักไวโอลินมือหนึ่งและหัวหน้าคณะนักดนตรีประจำมหาวิหารซาน มาร์โค แห่งเมืองเวนิซ และเป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อตั้งสมาคม นักดนตรีแห่งซานตา เซซิเลีย ซึ่งเป็นสมาคมนักดนตรีที่ดีที่สุดของเวนิซจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ใน วันที่วิวาลดีเกิดนั้น เมืองเวนิซประสบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และช่วงสัปดาห์แรกหลังการคลอดนั้น วิวาลดี เกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะมีไข้สูงตลอด มารดาของวิวาลดีเล็งเห็นว่านี่คงเป็นลางร้ายอะไรสักอย่างเกี่ยวกับบุตรของตน จึงได้ตั้งใจมั่นที่จะให้วิวาลดีบวชเป็นพระสงฆ์ เพราะคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็อาจจะช่วยผ่อนโชคร้ายของบุตรตนจากหนักให้เป็น เบาได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผลของการที่วิวาลดีป่วยเป็นไข้ตั้งแต่เกิดนั้น ส่งผลให้เขามีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงไปตลอดชีวิต

วิวาลดี เริ่มชีวิตการเป็นพระเมื่อเขามีอายุได้ 15 ปี วันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.1693 วิวาลดีบวชเป็นสามเณร จนกระทั่งวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1703 วิวาลดีก็รับศีลบวชเป็นพระอย่างเต็มตัว เพราะการที่วิวาลดีมีผมสีแดง และคนทั่วไปก็มักจะเห็นเขาใส่เสื้อคลุมพระสีแดง ทำให้คนทั่วไปชอบเรียกวิวาลดีว่า “ Il Prete Rosso ” หรือ พระแดง จนกลายเป็นฉายาของวิวาลดีที่รู้จักกันไปทั่ว แต่อย่างไรก็ดี การบวชเป็นพระก็ไม่ได้ทำให้วิวาลดีหายป่วย แต่กลับยิ่งแย่กว่าเดิม วิวาลดีป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืดและหลอดลมอักเสบ มีอาการเจ็บหน้าอกและไออยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถประกอบพิธีมิสซาได้


 ชีวิตการดนตรีของวิวาลดีนั้น ไม่แน่ชัดว่าเขาเริ่มเรียนจากที่ใด แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่าเขาคงได้รับอิทธิพลและมีพื้นฐานการเล่นไวโอลินจาก บิดามามากพอสมควร เพราะไม่นานหลังจากที่วิวาลดีรับศีลบวช ในปี ค.ศ.1703 เขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนไวโอลินที่สถานเลี้ยงเด็กหญิง Ospedale della Pieta ซึ่ง ณ สถานที่แห่งนี้ วิวาลดีได้สร้างสรรค์ผลงานดนตรีมากมาย ทั้งเพื่อการฝึกสอนและที่เป็นวรรณกรรมดนตรีโดยแท้ ผลงานชิ้นแรกที่วิวาลดีประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1705 คือ Sonate da camera a tre (Opus 1) จำนวน 1 ชุด 12 บท ต่อมาในปี ค.ศ.1709 ประพันธ์ Sonate a Violino e Basso (Opus 2) สำหรับจำนวน 1 ชุด 12 บท เช่นเดียวกัน ผลงานทั้งสองชุดตีพิมพ์ขึ้นในโรงพิมพ์ของ เอสเชียน โรเจอร์ ( Estienne Roger ) กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

ในยุคบาโรคนั้น กรุงอัมสเตอร์ดัมเป็นแหล่งการตีพิมพ์และตลาดซื้อขายโน้ตเพลงที่ใหญ่ที่สุดใน ยุโรป นักประพันธ์เพลงคนไหนอยากมีชื่อเสียง ก็ต้องลงทุนตีพิมพ์ผลงานของตนเองก่อน และนำออกจำหน่ายแก่ผู้สนใจและวงดนตรีทั่วไปเป็นการเปิดตลาดชิมลาง ถ้าผลงานเพลงดีและได้รับความนิยม คนอื่น ๆ หรือคณะดนตรีที่สนใจก็จะมียอดสั่งซื้อเพื่อให้โรงพิมพ์ตีพิมพ์โน้ตเพลงเพิ่ม ขึ้น ยอดที่มีการสั่งตีพิมพ์เพิ่มมากขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็นค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายเพิ่มให้แก่คีตกวี ส่วนที่เหลือจะเป็นกำไรของโรงพิมพ์ เพราะฉะนั้น การเป็นคีตกวีสมัยก่อน ถ้าไม่มีฝีมือดีจริง ๆ หรือไม่มีชื่อเสียงโด่งดังจริง ก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการประสบภาวะล้มละลายหรือไส้แห้งตายอยู่มาก และก็ไม่มีใครที่สามารถอยู่ได้ด้วยการเป็นคีตกวีที่แต่งเพลงขายเท่านั้น ดังนั้นคีตกวีสมัยก่อนจึงต้องรับจ้างเป็นนักดนตรีประจำอยู่ ณ สถาบันหรือโบสถ์แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือถ้าโชคดีก็อาจได้เป็นคีตกวีในอุปถัมภ์ของขุนนางหรือเจ้านายราชนิกูลที่ ให้ทั้งเวลาและเงินทอง เพื่อที่จะให้คีตกวีสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหาเลี้ยงปากท้องตนเองและครอบครัว แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่แน่นอนตายตัวเสมอไป เพราะการเป็นคีตกวีราชสำนักก็ต้องเสี่ยงอยู่กับอารมณ์ของเจ้านายที่บางคนก็ ขึ้น ๆ ลง ๆ หรือบางคนก็เบื่อง่ายและต้องการแนวเพลงใหม่ ๆ เสมอ หรือบางคนก็ชอบแนวเพลงตายตัว ทำให้คีตกวีไม่สามารถคิดสร้างผลงานรูปแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ ได้ เพราะอาจไม่ถูกใจเจ้านาย เป็นต้น ทำให้ในยุคบาโรคนั้น จึงเป็นยุคของดนตรีแห่งการรับใช้ ไม่ใช่ดนตรีเพื่อความสุนทรีทางอารมณ์อย่างแท้จริง อย่างที่จะมีพัฒนาการต่อมาในช่วงปลายยุคคลาสสิกและโรแมนติก ซึ่งวิวาลดีเองก็ต้องตกอยู่ในกระแสวังวนนี้เช่นกัน ดังนั้นผลงานเพลงของวิวาลดี ส่วนใหญ่จึงเป็นไปเพื่อการอุทิศถวายแด่เจ้านายขุนนางเพื่อตอบแทนอุปการคุณ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผลงานของวิวาลดีก็ไม่ได้เป็นไปตามใบสั่งของใครไปเสียทั้งหมด ดังจะเห็นได้จากผลงานการประพันธ์เพลง ก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวของวิวาลดีเองแทบทั้งสิ้น



 ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1703 – 1730 วิวาลดีรับทำงานให้แก่สถาบันหลายแห่งในเมืองเวนิซ ตำแหน่งที่เป็นทางการจริง ๆ ก็คือ หัวหน้านักไวโอลินประจำวงดนตรีแห่งมหาวิหารซาน มาร์โค อาชีพรองก็เป็นครูสอนไวโอลินของสถาบันเลี้ยงเด็กกำพร้าอีก 4 แห่ง คือ Ospedale della Pieta , Ospedaletto , Incurabili และ Dei Mendicanti นอกจากนี้ยังเริ่มรับจ้างเป็นนักประพันธ์บทเพลงสำหรับโอเปร่าให้แก่โรงละคร ต่าง ๆ ด้วย ที่สำคัญ คือ Teatro Sant’Angelo และ Teatro San Cassiano ผลงานโอเปร่าเรื่องแรกของวิวาลดี คือ Ottone in Villa แสดงรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1713 ณ โรงละคร Teatro Sant’Angelo ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ต่อมาในปี ค.ศ.1713-1714 วิวาลดีประพันธ์ละครเพลงเรื่อง Orlando Furioso และในปี ค.ศ.1715 วิวาลดีประพันธ์โอเปร่าเรื่อง Orlando finto pazzo และในที่สุด วิวาลดีก็ได้กลายเป็นหุ้นส่วนและผู้กำกับการแสดงของโรงละคร Teatro Sant’Angelo และได้รับส่วนแบ่งกำไรทุกครั้งที่มีการแสดง แต่วิวาลดีก็มิใช่คนที่คอยแต่นั่งลุ้นนับจำนวนคนที่เข้าชม และนั่งนับเงินเหมือนนักธุรกิจที่เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ แต่เขามักจะขึ้นแสดงเป็นไวโอลินโซโลแทบทุกครั้งที่มีการแสดงโอเปร่า และก็ได้รับความชื่นชมจากผู้ชมอยู่เสมอ จนแทบเรียกได้ว่าการแสดงโซโลไวโอลินของวิวาลดี เป็นสิ่งที่เรียกผู้ชมให้เข้าโรงละครได้มากพอกับการแสดงโอเปร่าเลยทีเดียว ดังเช่นที่ ฟอน อุฟเฟ่นบาค (J.F.A.von Uffenbach) ผู้ที่ได้เคยเข้าชมการแสดงของวิวาลดีได้บันทึกไว้ว่า

“ วิวาลดีโซโลไวโอลินได้อย่างอัศจรรย์ใจเหลือเชื่อมาก เขาจบบทเพลงด้วยการอิมโพรไวส์ซึ่งประทับใจข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ช่วงที่เขาเล่นคาเด็นซานั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นใครเล่นอย่างนี้มาก่อนและก็คงจะไม่ได้ยินจากที่ไหนอีก เป็นแน่ นิ้วมือซ้ายของเขานั้นเล่นเลื่อนเข้ามาจนแทบจะแตะกับหย่อง และมีเนื้อที่สำหรับคันชักสีได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น เขาเล่นพร้อมกันทีเดียวทั้งสี่สายด้วยความเร็วอันน่าพิศวง ซึ่งไม่ว่าใครที่ได้เห็นการแสดงของเขาในวันนี้คงไม่มีวันลืมเป็นแน่ ”

อิ ตาเลี่ยนโอเปร่าในช่วงสมัยของวิวาลดีนั้น กำลังอยู่ในช่วงที่ควันสงครามระหว่างกลุ่ม นักประพันธ์หัวสมัยเก่าและหัวสมัยใหม่กำลังโหมกระพือ โดยผู้นำของนักประพันธ์หัวสมัยเก่า คือ เบเนเด็ตโต มาร์เชลโล ( Benedetto Marcello ; 1686-1739) ได้แต่งหนังสือ Il Teatro alla Moda โจมตีรูปแบบและวิธีการนำเสนอโอเปร่าของนักประพันธ์หัวสมัยใหม่ - ซึ่งเป้าหมายของการโจมตีจากมาร์เชลโลนั่นก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากวิวาลดีนั่นเอง เพราะในช่วงเวลานั้น โอเปร่าของวิวาลดีเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก ในเรื่องของความรวดเร็วฉับไว ทันอกทันใจ มีการใช้บทร้องประกอบการแสดงเดี่ยวเครื่องดนตรี เน้นการร้องเดี่ยวแทนกลุ่มนักร้องประสานเสียง และเนื้อหาที่ไม่หนักมากจนเกินไป เป็นที่ถูกใจผู้ชมชนชั้นกลางที่เบื่อหน่ายกับการแสดงโอเปร่ารุ่นเก่าที่ใช้ เทคนิคชั้นสูง เยิ่นเย้อ และเนื้อหาหนักมากเกินกว่าจะเป็นเครื่องหย่อนอารมณ์ แต่การออกมาโจมตีของมาร์เชลโลในครั้งนี้ ก็ไม่ได้ทำให้โอเปร่าของวิวาลดีได้รับผลกระทบแต่อย่างใด และในเวลาต่อมาอิตาเลี่ยนโอเปร่าแบบสมัยใหม่ก็ครองตลาดทั่วทั้งอิตาลี และแพร่หลายกลายเป็นแบบฉบับของโอเปร่าชั้นสูงไปทั่วทั้งยุโรป (ยกเว้นประเทศฝรั่งเศสที่มีโอเปร่าสไตล์ฝรั่งเศสเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง- ดูประวัติของ ฌอง-แบ๊ปติสต์ ลุลลี)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น